ข้อมูล Encephalartos altensteinii

Encephalartos altensteinii     Mr.Prince Farm (Line Id mr.prince.farm)

J.G.C. Lehmann ได้อธิบายในสายพันธุ์นี้ในปี ค.ศ. 1834  บทความของ Karl Altenstein(1770-1840) -a statesman in the court of King Friedrich Wilhelm III of Prussia

Habitat : สายพันธุ์นี้จะพบบริเวณชายแดนถึง the Eastern Cape สถานที่ที่ความหนาแน่นจะมากแถวบริเวณชายฝั่งอยู่กันเป็นกลุ่มๆจาก the Bushman’s River ในตำบล the Alexandria ตามทางทั้งหมดไปจนถึงชายแดนทางใต้ของ KwaZulu-Natal มันจะเป็นจุดที่ไกลจากทะเลในบริเวณใกล้เคียงของเมือง King William’s มันพบว่าจะเจริญเติบโตในรูปแบบดินหลายรูปแบบและในการอาศัยหลายๆรูปแบบดังเช่น ทุ่งหญ้าสั้นๆ บางทีก็เกาะอยู่บนหน้าผา และบางทีก็เกาะกลุ่มกันบริเวณชายฝั่ง การอาศัยอยู่ในธรรมชาติในบริเวณอากาศแบบอบอุ่นในช่วงหน้าร้อน หน้าหนาว และส่วนใหญ่จะไม่พบว่ามีน้ำแข็งเกาะที่ใบในหน้าหนาว และมีฝนตกต่อปีประมาณ 875-1000 มิลลิเมตร ซึ่งมักจะตกในช่วงหน้าร้อน  สายพันธุ์นี้จะกระจายตัวในพื้นที่ซับซ้อนของ Encephalartos arenarius, Encephalartos latifrons, Encephalartos trispinosus, Encephalartos villosus ผลก็คือมีจำนวน hybridisation เพิ่มขึ้น   แม้ว่าสายพันธุ์นี้จะเกิดขึ้นมาใหม่ได้มากจากเมล็ดในธรรมชาติ แต่มันก็ยังถูกแรงกดดันจากนักสะสมและทางด้านการเกษตรทำให้จำนวนของสายพันธุ์นี้ลดลง

Cultivation : สายพันธุ์ชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในแสงแดดอ่อนๆแม้ว่ามันจะเจริญเติบโตดีมากๆเมื่อมันได้พบกับแสงแดดแบบเต็มวัน การเจริญเติบโตที่เร็วความเร็วและมันสามารถทนต่อสภาวะน้ำแข็งอ่อนๆเกาะใบได้ สายพันธุ์นี้ในสภาวะที่เหมาะสมจะผลิตเมล็ดและหน่อ    เมื่อลำต้นยาวซึ่งมีใบย่อยทั้งหมดจำนวนมากและรากที่จะถูกเอาออกในช่วงระหว่างขนส่ง และระหว่างนั้นอัตราการตายจะเกิดขึ้นหลังจากมีการแตกใบขึ้นมาใหม่

stem(ลำต้น)

จะมีการแผ่ใบออกมา ลำต้นตั้งตรงสูงได้ถึง 7 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 250-350 มิลลิเมตร โดยปกติมันจะไม่มีกิ่งก้าน แต่จะมีการผลิตเป็นหน่อออกมา ปกคลุมไปด้วยขนอ่อนๆ

Leave (ก้านใบย่อยทั้งหมด)

ใบจะมีสีเขียวเข้มสะดุดตาบนผิวหน้าใบและเป็นสีเขียวที่สว่างกว่าตรงด้านหลังใบ ใบย่อยทั้งหมดจะมีลักษณะตรงในพืชสายพันธุ์นี้ โดยจะเติบโตได้อย่างรวดเร็วเมื่ิอได้รับแสงเต็มที่แต่แสงที่ได้รับต้องไม่เข้มข้น แต่ถ้าแสงที่ได้อ่อนเกินไปหรืออยู่ใต้ร่มเงาใบอาจจะโค้งลงได้  ก้านใบจะแข็งและมีความยาว 1.5-4.0 เมตร ใบย่อยจะไม่มีการทับซ้อนจากใบใดใบหนึ่งยกเว้นแต่ที่ปลายใบเป็นตำแหน่งที่ใบจะมีการทับซ้อนแบบล่างทับบนถึงการทับซ้อนกับแบบเล็กๆไม่มาก

ค่า pp-angle ของใบจะเพิ่มจาก 40°-90° ที่ปลายใบถึงประมาณ 120°-180° ในส่วนถัดมาของใบไปในทิศใบล่างที่ลงสู่โคนก้านใบไปทาง petiole

ค่า pr-angle  จะประมาณ 20°-40° ที่ปลายใบย่อยและจะมีค่า 55°-80°  สำหรับส่วนที่เหลือของก้านใบ

ค่า s-angle  จะมีค่าประมาณ +10° ที่ปลายใบและจะมีค่า -20° ถึง -40° สำหรับส่วนที่เหลือของก้านใบ

Petiole : มีความยาว 160-200 มิลลิเมตร

median leaflets : มีความยาว 100-170 มิลลิเมตร ความกว้าง 20-28 มิลลิเมตร  มีลักษณะของใบคล้ายหนัง(leathery)และในบางครั้งอาจจะมีปุ่มน้อยจนถึงปุ่มที่มีจำนวนมาก        ขอบใบมีหนามตั้งแต่ 0-5 หนาม โดยการเกิดจะสามารถเกิดได้ทั้งขอบใบด้านเดียวหรือขอบใบทั้ง 2 ด้าน และที่ปลายใบย่อยจะมีความแหลม ขอบใบอาจจะมีความบวมหนาเล็กน้อย ผิวใบด้านบนจะมีการเว้าเป็นรูปตัวยู(U)ในแนวขวางและจะตรงหรืออาจจะโค้งนูนเกิดขึ้นในแนวตรง

Basal leaflets : ใบจะลดขนาดลง 1-2 spine หรือมากกว่า

Cones : The cones มักจะเกิดขึ้นในเดือน ธันวาคม ทั้งสองเพศจะสามารถมีได้ 1-5 conesมีสีค่อนข้างเหลืองอมเขียวต่อฤดูกาลต่อต้น

Male cones : ความยาว 350-600 มิลลิเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 110-150 มิลลิเมตร มีความยาว peduncle 50-160 มิลลิเมตร มีน้ำหนักสดที่ 1.0-3.3 กิโลกรัม และมี 400-600 sporophylls โดย The pollenจะปล่อยออกมาประมาณเดือน มีนาคม-พฤษภาคม

Female cones : ความยาว 470-590 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 180-250 มิลลิเมตร ด้วย peduncleที่มีความยาว 40-60 มิลลิเมตร ซึ่งอย่างไรก็ตามจะสังเกตุได้โดยที่บริเวณ cataphylls  โดย A cone มีน้ำหนักสดสดอยู่ที่ 14-17 กิโลกรัม และมี 220-500 sporophylls ของ the distal sterile ประมาณ 18% ของทั้งหมด the cones แตกเป็น spontaneously ระหว่างช่วง กันยายน-พฤษจิกายน จะมี 175-667 omnules

Seeds : มีสีแดงสว่าง ความยาวประมาณ 41 มิลลิเมตรและเส้นผ่านศูนย์กลาง 23 มิลลิเมตร the sarcotesta index จะประมาณ 30% และ sarcotesta จะกลับมาเป็น mucilaginous เพื่อเปิดออก

Seeds kernels : ความยาว 29-33 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 19-21 มิลลิเมตร และมี 11-13 ที่จะมีการสูญเสียเกิดขึ้นได้ เมื่ออธิบายในเหลี่ยมมุมทางด้านยาวเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่ส่วนต้นจนถึงส่วนปลายของ the kernals

Note : มันเป็นความยากที่จะชี้ชัดถึงสายพันธุ์นี้ และได้ถูกอธิบายจากรูปแบบฟอร์มจำนวนมากของEncephalartos natalensis และมีรายงานบางอย่างสำหรับ 2 สายพันธุ์นี้ ที่เกิดการผสมผสานกันจากที่ใดที่หนึ่งในเขตของ the natal-Transkei  สิ่งสำคัญมากกว่าอย่างอื่นที่จะอธิบายรูปแบบของสายพันธุ์นี้คือ มันจะมี Petioleที่ยาว และ มันจะมี Basal leaflets ลดขนาดลง แต่ไม่ใช่เป็น series of spines  น่าเสียดาย ก้านใบย่อยจะมีรูปแบบใบที่ของ E.natalensis มีลักษณะที่เหมือนกัน  ในกรณีนี้ปลายยอดของลำต้นและ petiolesของสายพันธุ์ E.natalensis จะมีขนเกิดขึ้นจำนวนมากและขอบใบจะไม่หนามากไปกว่า E.altensteinii ส่วนที่กลางก้านใบ มีความกว้างของใบ 28 มิลลิเมตรหรือน้อยกว่า  ขณะที่ E.natalensis จะมีความกว้างของใบมากกว่า 28 มิลลิเมตร ส่วน Female cones ของ E.natalensisทั่วไป จะมีขนสีน้ำตาลในภายนอกขณะที่ E.altensteinii โดยมันจะมีสี golden yellow เกือบจะรู้สึกว่าว่ามีขนเกิดขึ้นแต่ในการปรากฎขึ้นจริงจะไม่มีขน ความเหมือนกันระหว่าง 2 สายพันธุ์นี้มีคำถามเกิดขึ้นคือ E.natalensis จะทำให้เกิดเป็น สายพันธุ์ย่อยของ E.altensteinii แทนที่มาเป็นสายพันธุ์ใหม่ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงปรากฏมีการอาศัยในความจริงที่ว่าคือ รูปแบบทั่วไปของ E.natalensis แตกต่างอย่างมากจากการอธิบายทั้วไปและนักสะสมโดยเฉพาะสายพันธุ์ ในแง่ของลำดับที่ค้นพบของกระบวนการผสมผสานระหว่าง 2 สายพันธุ์  ความคิดเห็นในปัจจุบันในการถูกแบ่ง ถ้าความแตกต่างระหว่างการอธิบายและนักสะสมในแต่ล่ะสายพันธุ์ E.altensteinii และ E.natalensis สามารถแสดงให้เห็นถึงการจำแนกของสายพันธุ์ทั้ง 2 แยกในการจำแนกสายพันธุ์

(ได้แปลมาจากหนังสือ South Africa)

© 2000:Mr.Prince Farm, All Rights Reserved | Awesome Theme by: D5 Creation | Powered by: WordPress